“ทักษิณ”สั่งฟันอาคารต่อเติมผิดแบบทั่วกรุง

นายกฯ สั่งตรวจสอบอาคารต่อเติมผิดแบบ 50 เขตทั่ว กทม. ผู้ว่าฯ “อภิรักษ์” รับลูกพร้อมเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยระดมเครื่องมือขุดหาร่าง 4 นักผจญเพลิงตลอดทั้งคืนยังไร้วี่แวว ด้าน “โภคิน” ยอมรับปัญหาดับเพลิงขาดผู้ส่งการ เผย “ร.ต.อ. “ห่วงลูกน้องจนตัวเคราะห์ร้าย ขณะที่เจ้าของอาคารอ้างเสียหายกว่า 40 ล้าน

หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ตึกแถว 6 ชั้นของบริษัท ยูไนเต็ดยูเนียนพาร์ต จำกัด ย่านรองเมือง ซึ่งจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ จนเป็นเหตุให้ตัวอาคารพังถล่มลงมาฝังร่างเจ้าหน้าที่ผจญเพลิง 4 นาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา เบื้องต้นพบว่าอาคารดังกล่าวมีการต่อเติมผิดกฎหมาย ทำให้ทาง กทม.ได้เร่งหามาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซ้อนขึ้นอีก

ล่าสุดเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 10 มกราคม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ปลัดกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางมาตรวจสถานที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ปานศิริ ประภาวัต ผบช.น. พล.ต.ต.วิโรจน์ จันทรังษี รอง ผบช.น. พล.ต.ต.มนตรี จำรูญ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วัจนนท์ ถิระวัฒน์ ผบก.น.6 พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผกก.สน.ปทุมวัน

โดย พ.ต.อ.สุพิศาล ได้บรรยายสรุปเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้กับผู้ว่าฯ กทม. และคณะฟังว่าขณะนี้ยังไม่สามารถนำร่างของผู้ที่ติดอยู่ในซากอาคารออกมาได้ ส่วนบุคคลที่สูญหายขณะนี้ทราบว่ามีจำนวน 4 คน คือ ร.ต.อ.สุรเดช เชื้อทิน เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ศูนย์ดับเพลิงสวนมะลิ นายดนัย ปิดความดี นายกิตติพัฒน์ เทพพิทักษ์ พนักงานวิทยุ “คม ชัด ลึก” และนายพีระพงษ์ พินิจมนตรี ซึ่งทราบว่าเสียชีวิตแล้ว

เจ้าหน้าที่กู้ภัยชี้จุดคนติด

เมื่อเวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้นำตัวนายสุทัศน์ ลีพัฒนเมธากุล อายุ 23 ปี หน่วยบรรเทาสาธารณภัย รหัส 13 สมาคมบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปในตัวอาคารและถูกซากอาคารทับได้รับบาดเจ็บและได้รับความช่วยเหลือ และนำตัวส่ง รพ.เลิดสิน มาชี้จุดที่คาดว่าจะมีหน่วยกู้ภัยติดอยู่ โดยนายสุทัศน์ ชี้จุดด้านหน้าทางออกที่เห็นเพื่อนถูกอาคารถล่มมาทับ

นายสุทัศน์ เล่าว่า ขณะนั้นได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดับไฟ โดยเข้าทางด้านหลังอาคารและขึ้นไปบริเวณชั้น 4 โดยมีเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยเกือบ 10 คน ช่วยกันระดมฉีดน้ำเพื่อระงับเปลวไฟ แต่ต่อมาได้มีวิทยุเข้ามาบอกว่าให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายในอาคารทั้งหมดออกจากตัวอาคาร เนื่องจากตัวอาคารมีรอยร้าวและอาจทรุดตัวได้ ตนและนายดนัย

ได้รีบลงจากอาคารโดยมีนายดนัยวิ่งนำหน้า เมื่อใกล้ถึงทางออกหน้าอาคารตัวอาคารได้ทรุดลงมากั้น ทำให้ตนและนายดนัยไม่สามารถวิ่งออกมาได้จากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท

“เมื่อตัวอาคารทรุดลงมาได้ทับรถจักรยานยนต์และมาทับขาซ้ายของผม ทำให้ไม่สามารถตะเกียกตะกายออกไปไหนได้ ขณะนั้นผมคิดว่าคงจะต้องตายอยู่ในซากอาคารนี้แล้ว แต่ต่อมาไม่นานนักเจ้าหน้าที่ก็ได้ขุดเข้ามาช่วยผมออกมาได้ และนำตัวส่ง รพ.เลิดสิน” นายสุทัศน์ กล่าว

ร่ำไห้แฟนหนุ่มติดซากตึก

น.ส.วีรภรณ์ ปิติเลิศวรานนท์ อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุ “คม ชัด ลึก” แฟนสาวของนายกิตติพัฒน์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 12.00 น. เมื่อวัน 9 มกราคม ตนและแฟนเลิกจากงานแล้วจะไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่บางขุนนนท์ ขณะที่นายกิตติพัฒน์ ขี่รถจักรยานยนต์อยู่ก็ได้ยินเสียงวิทยุจากศูนย์พระรามเก้า ว่ามีเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารดังกล่าว แฟนของตนจึงรีบขี่รถไปที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงได้ให้ตนรออยู่บริเวณด้านหน้า ส่วนนายกิตติพัฒน์ ได้เข้าไปตัวอาคารเพื่อช่วยฉีดน้ำ และทันทีที่นายกิตติพัฒน์ เข้าไปไม่นานตัวอาคารด้านหน้าเกิดทรุดตัวและถล่มลงมา

“ตอนนั้นฉันตกใจมาก เพราะว่าแฟนยังคงอยู่ในตัวอาคาร ต่อมาทราบจากเพื่อนที่เข้าไปดับไฟว่าแฟนตนน่าจะติดอยู่ในตัวอาคารซึ่งขณะนั้นกำลังม้วนเก็บสายฉีดน้ำ เมื่อฉันเดินไปดูด้านหลังอาคารยังได้ไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าแฟนน่าจะติดอยู่บริเวณนั้นให้ช่วยนำตัวออกมา แต่เมื่อเพื่อนเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะไปช่วยกลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามไว้” น.ส.วีรภรณ์ กล่าว

น.ส.วีรภรณ์ กล่าวต่อว่าขณะนั้นทราบจากเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้ที่ติดอยู่ในตัวอาคารโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือไปที่ 191 ทำให้ตนมีกำลังใจมากขึ้น และคิดว่าแฟนน่าจะมีชีวิตรอด กระทั่งถึงช่วงดึกรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย สำหรับเครื่องมือที่บอกว่าเป็นเครื่องมือที่ทันสมัยแต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตหรือนำผู้ที่อยู่ในอาคารออกมาได้สักคน และเชื่อว่ามีการขัดแย้งกับหน่วยงานที่เป็นคนสั่งการ 2 หน่วยงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อนายบุญนะ พรมนาค พนักงานขับรถแบ็คโฮ หน่วยบรรเทาสาธารณภัยได้เกิดชักและตกลงมาจากรถแบ็คโฮ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้เคียงได้ช่วยกันปฐมพยายาลและนำตัวนายบุญนะ ส่ง รพ.วชิรพยาบาล ซึ่งคาดว่าสาเหตุที่นายบุญนะชักนั้นน่าจะมาจากอาการเครียดและตรากตรำทำงานมาตลอดทั้งคืนโดยไม่ได้พักผ่อน

ลูกสาว “ร.ต.อ.” เป็นลมล้มพับ

ขณะเดียวกันมี น.ส.สุดารัตน์ เชื้อทิน อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาวของ ร.ต.อ.สุรเดช พร้อมด้วยนายสมมาตร เชื้อทิน อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นน้องชายของ ร.ต.อ.สุรเดช เดินทางมาที่เกิดเหตุด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

น.ส.สุดารัตน์ กล่าวว่า เสียใจไม่รู้จะพูดอะไรที่พ่อต้องมาประสบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่อยากจะเห็นในตอนนี้คืออยากเห็นหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งยอมรับว่าอาจจะไม่มีความหวัง สำหรับพี่ชายพอทราบข่าวเขาทำใจไม่ได้และไม่กล้าที่จะมาดูในที่เกิดเหตุ

หลังจาก น.ส.สุดารัตน์ พูดจบได้หันไปกอดนายสมมาตร ก่อนที่จะเป็นลมหมดสติ เจ้าหน้าที่จึงช่วยนำตัวไปปฐมพยาบาลในรถกู้ชีพ แต่ น.ส.สุดารัตน์ไม่รู้สึกตัว เจ้าหน้าที่ได้ให้เครื่องช่วยหายใจก่อนส่งโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ต่อไป

นายสมมาตร กล่าวว่า ทำงานที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นพนักงานทำฝนเทียม ทราบข่าวเมื่อคืนจึงเดินทางมาที่เกิดเหตุ และทราบว่าตอน 4 ทุ่มพี่ชายได้วิทยุมาหาหัวหน้าและขอน้ำกินสักพักก็บอกว่าไม่ไหวแล้วก่อนที่เสียงจะเงียบหายไป ตอนนั้นรู้สึกใจไม่ดี แต่ยังคิดว่ายังมีความหวังแม้ว่าความหวังนั้นจะมีน้อยก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณหญิงณฐนนท ได้เข้ามาปลอบใจพร้อมทั้งรับปากที่จะให้ความช่วยหลือ น.ส.สุดารัตน์ ซึ่งขณะนี้เรียนอยู่ในระดับชั้น ปวช. โดยจะบรรจุเข้าทำงานใน กทม. พร้อมกันนี้ยังจะช่วยเหลือน้องชายของ น.ส.สุดารัตน์ ให้เข้ารับราชการทหารด้วย

“ทักษิณ” สั่งตรวจสอบอาคารผิดแบบ

ต่อมาเวลา 10.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุตึกถล่ม โดยมีนายอภิรักษ์ และคุณหญิงณฐนนทคอยรายงานสถานการณ์ความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลืออาสาสมัครที่ติดอยู่ในซากตึก ซึ่งนายอภิรักษ์ ได้นำตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 30 นาที

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเพราะมีการต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วยังมีการนำของหนัก เช่น เครื่องจักรไปเก็บไว้ในชั้นตึกที่มีการต่อเติม เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ตึกจึงได้ถล่มลงมา ต่อไปนี้จะต้องมีการตรวจสอบตึกแถว หรืออาคารพาณิชย์ต่างๆ ทั้ง 50 เขตในพื้นที่ กทม. ว่ามีตึกใดบ้างที่มีการต่อเติมโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ถ้าตรวจพบในช่วงแรกจะขอความร่วมมือในการรื้อถอนปรับปรุงให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากพบว่าเจ้าของตึกไม่ร่วมมือหรือปฏิบัติตามก็จำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายในการบังคับ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ตอนนี้เครื่องมือที่ใช้ในการช่วยเหลือมีไม่เพียงพอ เพราะส่วนใหญ่ได้ส่งให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นสึนามิ อย่างไรก็ตามอยากให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับประชาชนหรือเจ้าของอาคารที่ต่อเติมอาคารโดยผิดกฎหมาย อยากให้เน้นเรื่องความปลอดภัยมากกว่าเรื่องประโยชน์ส่วนตน สำหรับการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากตึกในตอนแรกนั้นจะใส่ออกซิเจนเข้าไปเพื่อให้ผู้ที่ติดอยู่ภายในมีอากาศหายใจ แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากจะทำให้เกิดเหตุไฟลุกไฟไหม้ขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงต้องรีบให้ผู้เชี่ยวชาญคิดหาทางเพื่อช่วยเหลือต่อไป

ส่วนนายอภิรักษ์ กล่าวว่า ในการเข้าตรวจสอบอาคารและตึกแถวต่างๆ จะต้องใช้พระราชบัญญัติอัคคีภัยในการเข้าตรวจสอบอาคารพาณิชย์และตึกแถวทั่ว กทม. โดยจะเริ่มดำเนินการทันทีและจะต้องแล้วเสร็จภายใน 30 วัน

โยธาฯ ตรวจอาคารข้างเคียง

ด้านนายสว่าง ศรีสกุล อธิบดีกรมโยธาและผังเมือง กล่าวว่า ได้ประสานกับผู้ว่าฯ กทม. เพื่อขออนุญาตทำการตรวจอาคารพาณิชย์ที่อยู่บริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ เนื่องจากเห็นว่าอาคารใกล้เคียงมีการต่อเติมให้สูงขึ้น ทั้งนี้หากตรวจสอบพบว่ามีการเก็บสิ่งของหนักเกิน 200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และมีการต่อเติมอาคารเกินที่ขออนุญาตไว้จะมีคำสั่งให้ย้ายสิ่งของออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง

“จะประสานกับทางตำรวจให้ดำเนินคดีกับเจ้าของอาคารเนื่องจากกระทำการโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขณะเดียวกันจะให้ทางประกันภัยจ่ายเงินให้กับญาติผู้เสียชีวิตรายละ 100,000 บาท ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจะจ่ายตามการรักษา” นายสว่าง กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องจักรขนาดใหญ่ประกอบตัว รถตัก รถแบ็คโฮ รถยก และรถแครน พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยหายใจและรถกู้ภัยจำนวนหลายคันเพื่อมากู้ซากปรักหักพังที่พังถล่มลงมาเพื่อทำการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ติดอยู่ภายในอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวันได้มีการติดบอร์ดเพื่อสรุปเหตุการณ์ประจำวันนำรูปถ่ายและรายชื่อของผู้ที่คาดว่าจะติดอยู่ภายในซากตึกมาติดประกาศให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจมาดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติภารกิจทำการรื้อถอนซากปรักหักพัง โดยมีผู้ว่าฯ กทม.เป็นผู้ควบคุมดูแลและสั่งการ

“ร.ต.อ.” ห่วงลูกน้องจนเคราะห์ร้าย

นายนิยม กรรณสูตร ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ระยะเวลากู้ซากปรักหักพัง คาดว่าเจ้าหน้าที่จะใช้เวลา 1-2 วันจะแล้วเสร็จ และจะคำนึงถึงการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ติดอยู่ภายในเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับอาคารข้างเคียงจะมีการตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างตึก ซึ่งจะมีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนมาร่วมกันตรวจสอบความแข็งแรง

ขณะที่ พ.ต.ท.เมธี ทานาค ผอ.กองปฏิบัติการดับเพลิง กล่าวว่า เสียใจกับผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ทราบว่ามีผู้เสียชีวิตถูกคานทับ 1 ราย และยังไม่สามารถนำศพมาได้ ส่วนที่เหลือมีเจ้าหน้าที่กู้ภัย และ ร.ต.อ.สุรเดช ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนยังไม่ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตนยอมรับว่าในการทำงานดับเพลิงนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิงมีอัตราความเสี่ยงสูง

พ.ต.ท.เมธี กล่าวอีกว่า ในวันเกิดเหตุตนก็อยู่ที่เกิดเหตุด้วย และช่วงที่ตึกร้าวได้แจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ออกมาจากตัวอาคาร ซึ่ง ร.ต.อ.สุรเดช ได้เดินออกมาใกล้จากตัวอาคารแล้ว แต่เขาได้บอกว่า “เดี๋ยวกลับไปตามลูกน้องก่อน” เพราะเขาเป็นคนรักลูกน้อง สำหรับ ร.ต.อ.สุรเดช เป็นคนทำงานดีมาก ตั้งใจทำงานและมีบุตรชาย 1 คน อายุประมาณ 20 ปี ซึ่งทราบว่าทางผู้ว่าฯ กทม. ยินดีให้การช่วยเหลือให้เข้ารับราชการดำเนินรอยตามพ่อ

พฐ.ชี้ชัดต้นเหตุเกิดจากภายในอาคาร

จากนั้นเวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ปานศิริ เดินทางมายัง สน.ปทุมวัน พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.วัจนนท์ ถิระวัฒน์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 เพื่อประชุมคณะพนักงานสอบสวนที่มี พ.ต.อ.สำเริง สุวรรณพงษ์ รองผบก.น.6 เป็นหัวหน้าชุด และได้ขอความร่วมมือจากพนักงานสอบสวน สน.บางรัก และ สน.พลับพลาไชย 2 มาร่วมทำสำนวนกับ สน.ปทุมวัน ด้วย

พล.ต.ท.ปานศิริ เปิดเผยว่า คำให้การของนายแสงอรุณ ธนาดำรงค์ศักดิ์ อายุ 52 ปี เจ้าของอาคารยังขัดแย้งกับข้อเท็จจริง หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและ พฐ.เข้าตรวจที่เกิดเหตุพบว่าเพลิงน่าจะเกิดจากการลุกไหม้ในตัวอาคารแต่นายแสงอรุณยืนยันว่า เพลิงไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวอาคาร แต่มาจากประกายไฟของหม้อแปลงเสาไฟฟ้าที่อยู่ข้างตึกกระเด็นใส่ที่ชั้น 4 ซึ่งมีกล่องกระดาษและอะไหล่รถยนต์จำนวนมากเพลิงจึงลุกไหม้

อย่างไรก็ตาม จะต้องรอผลการตรวจอย่างเป็นทางการ ประกอบกับสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุและผู้บาดเจ็บประกอบกัน ส่วนเรื่องการต่อเติมอาคารในวันนี้เจ้าหน้าที่เขตปทุมวันได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าอาคารดังกล่าวมีการต่อเติม แต่เจ้าของอาคารยังยืนยันว่าครั้งแรกที่ซื้ออาคารก็มีจำนวนชั้นอยู่เท่าเดิมไม่ได้มีการต่อเติมแต่อย่างใด หลังรับแจ้งความแล้วจะเรียกตัวนายแสงอรุณ มารับทราบข้อกล่าวหาฐานผิด พ.ร.บ.ควมคุมอาคารต่อไป ถ้าหากพบมีการต่อเติมจริงอาจถูกดำเนินคดีทั้งเจ้าของตึกและผู้ก่อสร้างด้วย

นายพิทักษ์ ธนาดำรงศักดิ์ อายุ 28 ปี ลูกชายเจ้าของตึก กล่าวว่า ครอบครัวมีทั้งหมด 7 คน ตนเป็นคนที่ดูแลแผนกส่งออกเกี่ยวกับแผนกรถยนต์ ขณะเกิดเหตุตนและคนในครอบครัวก็อยู่ในอาคารดังกล่าว ระหว่างนั้นมีคนมากดกริ่งแล้วบอกว่าเห็นเปลวไฟกระเด็นมาจากหม้อแปลงชั้น4 ให้ขึ้นไปดู ตนและพี่น้องจึงวิ่งขึ้นไปดับเพลิงซึ่งเป็นที่พักของคนใช้และที่เก็บอะไหล่รถยนต์ ซึ่งปกติในอาคารจะมีเครื่องดับเพลิงทุกชั้น

“แต่เมื่อขึ้นไปก็พบควันและเปลวไฟลุกลามไปทั่วบริเวณมากแล้ว จึงไม่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงรถดับเพลิงก็เดินทางมาถึง สำหรับค่าเสียหายมีประมาณกว่า 40 ล้าน แต่บริษัทเราทำประกันไว้ในวงเงินสูงพอสมควร ทั้งนี้รู้สึกว่าโชคดีที่คนในบ้านไม้ได้รับอันตราย” นายพิทักษ์ กล่าว

“โภคิน” ยอมรับมีปัญหาขาดผู้สั่งการ

ต่อมาเวลา 15.00 น.นายโภคิน พลกุล รมว.มหาดไทย เดินทางมาที่เกิดเหตุโดยมีผู้ว่าฯ กทม. คอยรายงานเหตุการณ์ให้รับทราบ ขณะเดียวกันมีนายธีระพล รุ่งดวงดี อายุ 28 ปี อาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยวัดบวรนิเวศ ซึ่งเป็นหน่วยผจญเพลิงที่เข้าไปภายในตัวอาคารก่อนที่จะรอดตายอย่างหวุดหวิดได้เข้ามาแจ้งถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

โดยนายธีระพล กล่าวว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่มีการสั่งการจากหน่วยงานราชการที่แน่นอน ส่วนหน่วยบรรเทาสาธารณภัยจากเขตต่างๆ หรือหน่วยกู้ภัยซึ่งเดินทางมาในจุดเกิดเหตุต่างฝ่ายต่างทำงานไม่มีการประสานงานกัน ถ้าหากว่ามีผู้สั่งการก็น่าจะเป็นเรื่องดี และในอนาคตอยากจะให้มีการดำเนินการที่ชัดเจนกว่านี้

นายโภคิน กล่าวว่า ทาง กทม.จะต้องมีการแก้ไขและดูแลซึ่งทางรัฐบาลได้มอบนโยบายและให้การช่วยหลือกับญาติผู้เสียชีวิต โดยจะให้การศึกษาแก่บุตร และสิ่งสำคัญสั่งการให้ทางสำนักงานโยธาฯ ทั่วประเทศให้ดูแลเข้มงวดกับการก่อสร้างอาคารผิดกฎหมายและเอาจริงเอาจัง เพราะไม่อยากให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก แต่อุปสรรคในการทำงานก็คือขาดแกนนำหรือผู้สั่งการแบบเบ็ดเสร็จ

Author: adminzllz

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *