เพิ่มค่าหัวหน.โจรใต้”สะแปอิง บาซอ”เป็น10ล้าน

ปรับแผนคุ้มครองครูใต้ดูแลตัวต่อตัว หากครูถูกทำร้าย จนท.ต้องรับผิดชอบ ล่าสุด ร.ร.กว่า 90% ทยอยเปิดสอนแล้ว ทนายมุสลิมโวย ตร.อ้างกฎอัยการศึกเบี้ยวไม่ให้ร่วมฟังสอบสวน 3 ผู้ต้องหาพันฆ่าผู้พิพากษา-นศ.มอ.ปัตตานี หวั่นจุดชนวนคนพื้นที่ฮือ ล่าสุดดีเอสไอรวบอีก 3 อุสตาส พร้อมเพิ่มค่าหัวสะแปอิง บาซอ หัวหน้าบีอาร์เอ็นเป็น 10 ล้านบาทแล้ว

กรณีตำรวจเข้าควบคุมตัว 3 ผู้ต้องสงสัย คือ 1.นายมุสตอปา เจ๊ะย๊ะ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ 4 ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี คนงานบริษัทพีดีเอส คลีนนิ่ง จ.นราธิวาส ซึ่งทำงานด้านการรักษาความสะอาดที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานี 2.นายซูไฮมี ดอเลาะ อยู่บ้านเลขที่ 52 หมู่ 2 ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี และ 3.นายอิลยาส มันหวัง หรือปิ่นหวัง อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/2 ต.นาหวัง อ.จะนะ จ.สงขลา

ทั้ง 3 คนอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 64/4 และ 64/1 หมู่ 1 ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นก็พบเอกสารภาษายาวี 7 แผ่น ซึ่งยังไม่ได้แปล พร้อมบทความจากนสพ.มติชนซึ่งเป็นเรื่องการสถาปนารัฐปัตตานี 1 แผ่น ตำรวจคาดว่าน่าจะเกี่ยวพันกับ 3 คดี คือ นายมุสตอปา และนายอิลยาส ต้องสงสัยว่าร่วมกันลอบฆ่า ด.ต.โมฮัมหมัด เบญญกาจ ผบ.หมู่งานวิทยาการ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2547 และทั้ง 3 คนน่าจะเกี่ยวข้องกับคดีลอบยิงนายดุษฎีบุญ ฤทธิสุนทร นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตปัตตานี บุตรชาย พ.ต.อ.จักรภานุ ฤทธิสุนทร ผกก.สภ.อ.สิเกา จ.ตรัง เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2547 และคดีลอบยิงนายรพินทร์ เรือนแก้ว ผู้พิพากษาศาลปัตตานี วันที่ 17 กันยายน 2547

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มกราคม นายนิรมาน สุไลมาน นักกฎหมายมุสลิม ได้ออกมาเปิดเผยว่า หลังจากทั้ง 3 คนถูกเจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนกลาง นำโดย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ควบคุมตัวไปสอบสวนที่กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้าแล้วก็ได้นำตัวเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไปแล้ว โดยอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งมีทหารคอยดูแลและควบคุมตัว ทั้งที่ก่อนหน้าได้นัดหมายให้ทนายความเข้ามาร่วมรับฟังการสอบปากคำในวันนี้ ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี แต่เมื่อไปถึงกลับได้รับทราบว่า ทั้งหมดถูกนำตัวเข้ากรุงเทพฯ แล้ว

นายนิรมาน กล่าวว่า ในรายของนายอิลยาส มันหวัง ซึ่งตามบัตรประชาชนอยู่บ้านเลขที่ 32/2 ต.นาหวัง อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษามอ.ปัตตานี และเป็นนายกสโมสรนักศึกษา การถูกควบคุมตัวในครั้งนี้ มีทั้งญาติ และนักศึกษารุ่นน้อง อยากให้ผู้เกี่ยวข้องนำหลักฐานที่กล่าวหาออกมาชี้แจง เพราะหากยังใช้วิธีการเช่นนี้อยู่ จะยิ่งทำให้บรรยากาศในพื้นที่คุกรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ

“หากรัฐยังใช้มาตรการและวิธีเหวี่ยงแห เพื่อหาคนผิดมาดำเนินคดี จะยิ่งสร้างกระแสในพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนนิสิตนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ โดยทุกคนอยากให้ดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ตรวจสอบได้” นายนิรมานกล่าวและว่า จะเร่งประสานเครือข่ายทนายความมุสลิมในกรุงเทพฯ ให้ติดตามและช่วยเหลือทั้ง 3 ผู้ต้องหาตามระบบ เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมที่สุด

ด้านนายซับรี (สงวนนามสกุล) นักศึกษา มอ.ปัตตานี กล่าวว่า นอกจากการควบคุมตัวอดีตนักศึกษารุ่นพี่ไปครั้งนี้แล้ว ทหารยังเคยเข้ามาเชิญตัวนักศึกษาถึงในสถาบันไปสอบปากคำโดยอ้างกฎอัยการศึกแล้วหลายครั้ง รวมถึงตนเองด้วย เนื่องจากได้เข้าร่วมทำงานเก็บข้อมูลเหตุการณ์ความไม่สงบให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยถูกเชิญตัวไปสอบก่อนจะปล่อยตัวกลับเนื่องจากไม่พบความผิด

“ยังมีนักศึกษามุสลิมอีกหลายราย ที่ถูกเชิญตัวไปสอบปากคำ นับตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ลอบยิงนักศึกษา มอ.ปัตตานี เสียชีวิต จากนั้นเป็นต้นมาก็มีการเชิญตัวนักศึกษาในข่ายต้องสงสัยไปสอบปากคำอีกจำนวนมาก” นายซับรีระบุ

ตร.ฝากขัง 2 ผู้ต้องหานัดแรก

อย่างไรก็ดีเมื่อเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.ต.ชวลิต มั่นศิลป์ พนง.สอบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ควบคุมตัวนายมุสตอปา เจ๊ะยะ และนายอิลยาส มันหวัง 2 ผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรก

คำร้องฝากขังระบุว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2547 เวลา 10.55 น. นายมุสตอปา และนายอิลยาส ได้ร่วมกับพวกที่ยังหลบหนี ใช้อาวุธปืนฆ่า ด.ต.โมฮัมหมัด เบญญกาจ เสียชีวิต โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนติดตามพฤติกรรม และรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 คนกับพวกมาดำเนินคดี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 มกราคม เวลา 11.00 น. จึงได้นำหมายจับของศาลอาญา เข้าจับกุมตัวส่ง พนง.สอบสวนกองปราบปรามดำเนินคดี ในชั้นสอบสวนนายมุสตอปา ผู้ต้องหาที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนนายอิลยาส ผู้ต้องหาที่ 2 นั้นให้การปฏิเสธ

ท้ายคำร้องระบุว่า พนง.สอบสวนได้สอบสวนคดีนี้มาโดยตลอด แต่ยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากต้องสอบสวนพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ ลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา ถ่ายรูปทำประวัติ และสอบสวนขยายผล จึงขออนุญาตฝากขังผู้ต้องหาไปอีก 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 10-21 มกราคม 2548 และขอคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่า ผู้ต้องหาจะหลบหนีไปกระทำความผิดอีก และกระทบต่อความมั่นคงของรัฐได้ ศาลได้พิจารณาคำร้องแล้ว ผู้ต้องหาไม่คัดค้าน อนุญาตให้ฝากขัง และรับตัวกลับไปควบคุมตัวที่กองบังคับการสอบสวน บช.ปส.

ดีเอสไอจับเพิ่ม 5 ผู้ต้องหา

เมื่อเวลา 14.30 น.วันเดียวกัน พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ ผอ.กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ได้ร่วมกับ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ต.ท.จุมพล มั่นหมาย ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ ผบช.ภ.9 พล.ต.ขวัญชาติ กล้าหาญ รักษาการแม่ทัพภาคที่ 4 แถลงข่าวการจับกุม 5 ผู้ต้องหาซึ่งเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดน และความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ชุดที่ 2 แต่ไม่ได้นำตัวมาร่วมแถลงข่าวแต่อย่างใด

พล.อ.สิริชัย กล่าวว่า จากการที่ดีเอสไอ ได้เข้าจับกุม 4 ครูสอนศาสนาหรืออุสตาส เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2547 โดยแกนนำคือนายสะแปอิง บาซอ หัวหน้าขบวนการบีอาร์เอ็น โคออดิเนท หลบหนีไปได้ ล่าสุด กอ.สสส.จชต.ได้เพิ่มรางวัลนำจับให้แก่ผู้ที่ชี้เบาะแสแกนนำรายนี้ เป็นเงินถึง 10 ล้านบาทแล้ว

นอกจากนี้ได้สืบสวนขยายผลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนจับกุมผู้ต้องหาได้อีก 5 คน ระหว่างวันที่ 7-8 มกราคม 2548 เป็นผู้ต้องหาชุดที่ 2 แบ่งเป็น 3 อุสตาส คือ 1.นายมะสุกรี อารี อายุ 35 ปี ผจก.ร.ร.พัฒนาอิสลามวิทยา ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา 2.นายสะและ เด็ง อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26/11 หมู่1 ต.ธารโต อ.ธารโต จ.ยะลา และ 3.นายตอเละ ดีสะเอะ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26/11 หมู่ที่ 1 ต.ธารโต อ.ธารโต จ.ยะลา ทั้งหมดเป็นอุสตาสในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ใน จ.ยะลา ซึ่งดีเอสไอได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ออกหมายจับและตั้งข้อหาความผิดฐานร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขู่ว่า จะใช้กำลังแบ่งแยกราชอาณาจักร อันเป็นความผิดฐานกบฏ

“ส่วนอีก 2 ผู้ต้องหา คือ นายมุสตอปา เจ๊ะยะ และนายอิลยาส มันหวัง นั้นถูกตั้งข้อหาใช้อาวุธปืนฆ่า ด.ต.โมฮัมหมัด ทั้งหมดทาง กอ.สสส.จชต.ขอยืนยันว่า การจับกุมเป็นไปตามครรลองกระบวนการยุติธรรม มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้” ผอ.กอ.สสส.จชต.กล่าว

พล.ต.อ.สมบัติ กล่าวว่า ขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องใน จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส อีก ส่วนผลการสอบสวนเบื้องต้น สามารถยืนยันได้ว่ากลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการบีอาร์เอ็น โคออดิเนท แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มต่างประเทศแต่อย่างใด

“ส่วนผู้ต้องหาอุสตาสชุดแรกที่จับกุมได้ พนง.สอบสวนกำลังเร่งสรุปความเห็นในสำนวนคดีโดยจะเร่งส่งฟ้องถึง สนง.อัยการสูงสุดภายในการฝากขังครั้งนี้ คือวันที่ 21 มกราคม ส่วนผู้ต้องหาที่จับกุมเพิ่มเติมอีก 3 คนอยู่ระหว่างการตัดสินใจของชุดสืบสวนจับกุมว่า จะนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญาในวันที่ 11 มกราคม หรือจะขอฝากขังต่อศาลจังหวัดยะลาเพื่อขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องรายอื่นต่อไป” อธิบดีดีเอสไอ กล่าว

ด้าน พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ โฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า แม้ว่าผู้ต้องหา 4 อุสตาสจะขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ให้การชั้นสอบสวน แต่พนง.สอบสวนมีพยานหลักฐานและบุคคลที่เชื่อมโยงถึงการกระทำความผิดได้ ดังนั้นการปฏิเสธที่จะให้การจึงไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อรูปคดี นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากอดีตผู้ร่วมขบวนการก่อการร้ายซึ่งกลับใจให้การเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ จนได้พยานหลักฐานนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาอีก 3 ราย

ได้เค้าคนร้ายยิงปลัดกรงปินัง

ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณี 2 คนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบยิงนายสมศักดิ์ รักชาติ อายุ 48 ปี ปลัดอำเภอกิ่ง อ.กรงปินัง จ.ยะลา ขณะที่ขี่รถจักรยานยนต์กลับจากสวนปาล์ม ระหว่างกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดจนเสียชีวิตที่ ถ.สายลำไพรเหนือ-เทพา บ้านแม่พี ต.ห้วยปลิง อ.เทพา จ.สงขลา เหตุเกิดเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 9 มกราคม ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์นั้น

ล่าสุด พ.ต.ท.อุทัย ทิพย์เสภา รอง ผกก.หน.สภ.ต.ห้วยปลิง เปิดเผยว่า ขณะนี้พนง.สอบสวนได้เชิญญาติมาสอบปากคำไปแล้ว ไม่พบสาเหตุอะไรที่จะเป็นปมในการสังหารนายสมศักดิ์ เนื่องจากผู้ตายไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกับใครมาก่อน เจ้าหน้าที่จึงยังให้น้ำหนักในเรื่องการสร้างสถานการณ์เช่นเดิม

“ในชั้นการสอบสวน เราพอที่จะได้เค้ารูปพรรณสัณฐานบางส่วนของคนร้ายที่ลงมือบ้างแล้ว แต่คงไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเกรงว่าคนร้ายจะไหวตัวทัน ซึ่งเราจะเร่งจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด” พ.ต.ท.อุทัย กล่าว

สำหรับศพนายสมศักดิ์นั้น ได้ตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่บ้านพักเลขที่ 1 หมู่ 3 บ้านลำไพร ต.ห้วยปลิง โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

ปรับแผนคุ้มครองครูคนต่อคน

นายสงวน อินทรักษ์ รองประธานสหภาพครูแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการสมาพันธ์ครู จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า องค์กรครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉบับที่ 1/2548 ระบุว่า องค์กรครู 3 จังหวัดได้ประเมินสถานการณ์แล้วว่าจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของครูและประชาชนทั่วไป จึงขอหยุดการเรียนการสอนโดยไม่มีกำหนดนั้น ล่าสุดองค์กรครูได้หารือร่วมกับกอ.สสส.จชต.ขอปรับเปลี่ยนรูปแบบการดูแลความปลอดภัยครูใหม่ นอกเหนือจากการเพิ่มกำลังตำรวจ ทหารแล้ว

“การดูแลครูต่อไปจะละเอียดชนิดเช็ครายชื่อคนต่อคน รับส่งถึงบ้านพัก และโรงเรียนพร้อมทั้งลงบันทึกเวลาไว้เป็นหลักฐาน ครูเองต้องปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกับชุดคุ้มครองครูอย่างเคร่งครัดเช่นกัน” นายสงวน กล่าว

ทั้งนี้หากเกิดอันตรายกับครูรายใดในช่วงเปิดเรียนตามปกติ ชุดคุ้มครองที่ทำหน้าที่ดูแลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเชื่อว่าจะเป็นวิธีการเดียวที่จะการันตีความปลอดภัยในช่วงที่จะกลับมาเปิดเรียนในสัปดาห์นี้ หากครูรายใดต้องการเดินทางออกนอกเส้นทาง จะต้องมีการแจ้ง และลงชื่อเป็นลายลักษณ์อักษร หากรายใดไม่ปฏิบัติตามและเกิดเหตุร้าย จะไม่ถือเป็นความผิดของชุดคุ้มครองครู

“ขณะนี้โรงเรียนใน จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ได้เปิดเรียนแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงบางแห่งที่ยังต้องทำบัญชีรายชื่อให้กับชัดเจนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูแลได้อย่างใกล้ชิดและทั่วถึง คาดว่าจะเปิดเรียนทั้งหมดได้ในสัปดาห์นี้แน่นอน ส่วนในจ.ยะลา อาจจะมีบางโรงที่ยังเปิดเรียนไม่ได้เนื่องจากยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีมักจะก่อเหตุในเขตเมืองของ จ.ยะลา ขณะนี้ แต่ในโรงเรียนรอบนอกเริ่มทยอยเปิดเรียนได้ตามปกติแล้วเช่นกัน” นายสงวนกล่าว

ผุดนิคมอาหารฮาลาลที่ปัตตานี

นายพินิจ กอศรีพร รองโฆษกกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผย ขณะนี้กระทรวงเห็นชอบที่จะให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลที่ อ.ปะนาเระ และอ.สายบุรี จ.ปัตตานี ในพื้นที่รวม 900 ไร่ โดยเริ่มต้นระยะแรก 170 ไร่ โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รมว.เกษตรฯ เห็นชอบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาความเหมาะสมและเบื้องต้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบ 500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างแหล่งน้ำ ปรับปรุงทางหลวง และสถานีไฟฟ้า

รวมทั้งมอบให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อย่างมีระบบ โดยตลาดเป้าหมายมุ่งไปที่คูเวต กาตาร์ บาห์เรน โอมาน และจอร์แดน และยังคงตลาดเดิมไว้ที่ยูเออี คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน อียิปต์ ซูดาน และจิบูติ สำหรับแผนงานในปี 2548 ก็คือ การปรับปรุงท่าเทียบเรือประมง การขยายการเลี้ยงวัว แพะ การปรับปรุงห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจวิเคราะห์อาหารฮาลาล ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแก่เกษตรกรใน 3 จังหวัดภาคใต้

Author: adminzllz

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *